วันจันทร์ ที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
เผยแพร่เมื่อ: 21 ก.ย. 60จำนวนผู้เข้าชม:517

ศาลอาญา ถรรรัชกาภิเษก พิพากษาคดีดำที่ อ.๔๑๗๗/๒๕๕๒ ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายรัฐมนตรี เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยสั่งให้จำคุกจำเลย ๑๒ เดือน ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลภฏหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ ๓๒๘ และ ๓๒๒

          คดีนี้โจทย์ฟ้าว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๑ และวันเสาร์ ที่ ๑๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒ จำเลยได้ปราศรัยต่อกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและหน้าทำเนียบรัฐบาลซึ่งได้มีการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ พีเพิล แชนเนล ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าโจทก์และรัฐบาลของโจทก์เป้นต้นไปทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตรอมพระราชหฤทัยจนทรงพระประชวร เป็นผู้ทุจริตคอร์รัปชัน โกงเงินกู้ของประเทศ มีจิตอำมหิต ปล้นอำนวจจากประชาชนสั่งให้ทหารสร้างสถานการณ์โดยใช้อาวุธสงครามฆ่าประชาชน หน่วงเนี่ยวคำร้องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งคำปราศรัยของจำเลยเป็นความเท็จทั้งสิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสียชื่อเสียง ถูกหมิ่น และถูกเกลียดชัง

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นเห็นว่า จำลองยอมว่าเป็นผู้ปราศรัยและกล่าวข้อความตามที่โจทก์ฟ้องและถอนเทปจริง ซึ่งถ้อยคำนั้นมีความหมายชัดเจนที่วิญญชนฟังแล้วย่อมเข้าใจว่าข้อความที่กล่าวนั้นเป็นจริง ขณะที่โจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโครงการเหล่านั้นแล้วและได้ยุติบางโครงการ เช่น รถเมล์เอ็นจีวี ๔,๐๐๐ คัน แม้ว่าจำเลยจะเป็นนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลโจทก์ และมีสิทธิ์วิพากวิจารณ์ตรวจสอบโจทก์ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ถือเป็นบุคคลสาธารณ แต่การที่จำเลยนำเรื่องการทำงานของโจทก์มาปราศรัยเชื่อมโยมเข้ากับเวลาขณะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระประชวรมากล่าวโจมตีโจทก์ ทั้งที่จำลองทราบอยู่ดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระทัยห่วยใยทุกเรื่องที่เกี่ยวกับบ้านเมือง การกระทำของจำเลยเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ โดยจำเลยเองก็ไม่พยานหลักฐานใดมายืนพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น

          ส่วนคลิปเสียงที่จำเลยอ้างว่า โจทก์สั่งฆ่าประชาชนนั้น แม้โจทก์จะยอมรับว่าเป็นเสียงของโจทก์จริง แต่คลิปนั้นมีการตัดต่อเสียงจากรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ์” ซึ่งได้มีการตรวจพิสูจน์จากหน่วยพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์แล้วเมื่อเดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๒ ก่อนที่จำเลยจะนำมากล่าวอ้างเมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒ เป็นเวลาเกือบ ๑ เดือน จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าอาจจะมีการตัดต่อเสียง ซึ่งจำเลยเป็นถึงนักการเมืองสามารถตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยง่ายจึงควรกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำคลิปนั้นมาปราศรัย ส่อแสดงให้เห็นเจตนาไม่สุจริตของจำเลย ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลโจทก์ ก็ปรากฏว่าการเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของโจทก์เป็นไปตามวิธีทางในระบอบประชาธิปไตยและหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เหมือนกับการดำรงตำแหน่ง ของนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดังนั้นการกล่าวปราศรัยของจำเลย จึงเป็นการใช้ ถ้อยคำด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งจำเลยก็ได้ตอบคำถามค้านของทนายความว่าเคยนำประชาชนเอาเลือดไปเทที่หน้าบ้านโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปลุกปั่น ยุยงให้ประชาชนที่ได้ฟังเกิดความเกลียดชังในตัวโจทก์ ไม่ยอมรับการเป็นรัฐมนตรี จนมีการชุมนุมเรียกร้องให้โจทก์ลาออกจากตำแหน่งหรือยุบสภา กระทั่งเหตุการณ์บานปลายจนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเป็นการมุ่งหวังให้เกิดผลในทางการเมืองที่ประโยชน์กับพรรคการเมืองของจำเลยเอง ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

          ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ให้จำคุกจำเลย ๒ กระทง กระทงละ ๖ เดือน รวมจำคุก ๑๒ เดือน พฤติการณ์ของจำเลยมีการปราศรัยพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของประชาชนไทย จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์มติชน และหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เป็นเวลา ๗ วันติดต่อกันโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

          ภายหลังทนายความได้นำหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อไป ศาลอาญาได้พิจารณาแล้ว จึงอนุญาตให้ประกัน โดยตีราคาหลักทรัพย์จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท

หน่วยงานเจ้าของเรื่อง : ศาลอาญา กระทรวงยุติธรรม