Page 301 - จดหมายเหตุงานพระบรมศพ
P. 301
พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ๑๗๙๙
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
อัน สัจจธรรม หรือ สัจจะ นั้นมีความหมาย ๒ ประการ คือ หมายถึง คําสัตย อยางหนึ่ง หมายถึง ความสัตย
อยางหนึ่ง ในที่นี้ขอรับพระราชทานวิสัชนาสัจจะในความหมายวา ความสัตย
อัน ความสัตย นั้นคือ ความจริง สิ่งที่มีอยูจริง สิ่งที่เปนจริง ความสัตยนี้เปนคุณธรรมสําคัญของสุจริตชน
คนดีทั้งหลาย คนดียอมยึดมั่นอยูในความสัตย จะทําอะไรก็ทําจริง จะพูดอะไรก็พูดจริง จะคิดอะไรก็คิดจริง ทํา พูด และคิด
ตรงและแนวแน ไมวอกแวกเฉไฉออกนอกลูนอกทางงาย ดังนั้น คนดีจึงไดรับความสําเร็จสมหวังไดไมยากนัก เพราะมี
อัธยาศัยหนักอยูในสัจจะความสัตย ดังที่พระวังคีสเถระ พระสาวกของพระพุทธองคไดแสดงธรรมไวตอนหนึ่ง ซึ่งมีปรากฏ
อยูใน ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ดังที่ไดยกมาเปนนิกเขปบทเทศนาวา สจฺเจ อตฺเถ จ ธมฺเม จ เปนอาทิ ซึ่งแปลไดความวา
“สัตบุรุษทั้งหลายเปนผูตั้งมั่นแลวในความสัตยที่เปนอรรถและเปนธรรม” ดังนี้
คําวา สัตบุรุษ ในขอธรรมนี้หมายถึง คนดี คือคนที่เปนสัมมาทิฐิ มีความคิดเห็นที่ถูกตอง เปนคนดีที่นานับถือ
มีคุณธรรม ประพฤติปฏิบัติตนอยูในศีลในธรรม คนดีลักษณะนี้จะมั่นคงอยูกับความสัตย คือมีความจริง มีความซื่อตรง
มีความแทแนนอน อันความสัตยที่นับวาดีแทแนนอน ยอมประกอบดวยลักษณะเดน ๒ ประการ คือ เปนอรรถ และ
เปนธรรม
ความสัตยที่เปนอรรถ นั้นคือ เปนประโยชน อํานวยผลเปนความสุข ความสะดวกสบาย สรางสรรคความสําเร็จ
เกิดขึ้น คนดีที่ตั้งอยูในความสัตยแนวนี้ก็คือ คนที่มีจิตใจงดงาม เสียสละ บําเพ็ญประโยชนแกผูอื่น แกสังคม ดวยแบง
ปนผลประโยชนสวนตัวแกผูอื่น แกสังคม หรือเสียสละกําลังกาย กําลังสติปญญา ชวยเหลือเกื้อกูลผูอื่นและสังคมดวย
จิตใจที่เอื้ออาทร เชน เปนอาสาสมัคร เปนแพทยอาสา เปนจิตอาสา เปนตน สวนความสัตยที่เปนธรรม นั้นคือ เปน
ความถูกตอง ไมผิดศีลธรรม ไมผิดกฎหมาย ไมผิดระเบียบประเพณี เปนไปตามครรลองคลองธรรม เปนที่ยอมรับกัน
โดยทั่วไป คนดีที่ตั้งอยูในความสัตยแนวนี้คือ คนที่รักความถูกตอง ทําแตสิ่งที่ถูกตอง มีความยุติธรรม มีความเที่ยงธรรม
ปฏิบัติตนอยูในกรอบความดีงาม ยึดมั่นอยูในกฎหมาย ไมหลบเลี่ยงกฎหมาย ไมอาศัยชองโหวกฎหมายหาผลประโยชน
สวนตัว คนที่ตั้งอยูในความสัตยที่เปนอรรถและเปนธรรม ทํา พูด และคิดอะไรก็เปนประโยชนและถูกตองเชนนี้ เพราะ
ฉะนั้น คนที่ปฏิบัติไดเชนนี้จึงนับไดวาเปนคนดีแท
คนที่มั่นคงอยูในสัจจะความสัตยนั้นจัดวาเปนคนมีเกียรติ ยอมไดรับเกียรติ คือมีชื่อเสียงเกียรติคุณที่ผูคนยกยอง
สรรเสริญ ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสไววา
สจฺเจน กิตฺตึ ปปฺโปติ
คนเรายอมไดรับเกียรติเพราะมีสัจจะคือความสัตย
ผูที่ตั้งมั่นอยูในความสัตยไดแนวแนนั้นจะมีลักษณะเดนเห็นประจักษ ๒ ประการคือ เปนคน จริงใจ กับ จริงจัง
จริงใจ นั้นคือบริสุทธิ์ใจ สุจริตใจ ซื่อสัตยซื่อตรงแนวแน คนที่มีความจริงใจจะเปนคนที่ซื่อสัตยซื่อตรง เปนคน
ตรงไปตรงมา ในการอยูรวมกันอยางมีสันตินั้น ผูอยูรวมกันจําตองมีความจริงใจตอกัน มีความจริงใจตอทุกสิ่งที่เปนบริบท
เกี่ยวของ คือ จริงใจตอธรรม จริงใจตอบุคคล จริงใจตอหนาที่ จริงใจตอสังคม และจริงใจตอสิ่งแวดลอม
คนที่จริงใจตอธรรม ก็จะตั้งใจทําดี ตั้งใจละเวนไมทําความชั่ว ตั้งใจฝกฝนจิตใจใหออนโยน มีความเมตตากรุณา
เปนพื้นฐาน คนที่จริงใจตอบุคคล ก็จะตั้งใจซื่อสัตยซื่อตรงตอคนที่เกี่ยวของ ตอบิดามารดา ตอสามีภรรยา ตอบุตร
ธิดา ตอมิตรสหาย ชวยเหลือเกื้อกูลเอื้ออาทรกันดวยนํ้าใจบริสุทธิ์ คนที่จริงใจตอหนาที่ ก็จะตั้งใจทําหนาที่ดวยความ
ซื่อสัตย ดวยความรับผิดชอบ ดวยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไมทอดทิ้งหนาที่ ไมปลอยปละละเลย หรือทําหนาที่บกพรอง
ดวยความไมรับผิดชอบ คนที่จริงใจตอสังคม ก็จะตั้งใจชวยเหลือสังคม ทําหนาที่เปนอาสาสมัครดวยใจบริสุทธิ์ ดวยจิต
เมตตากรุณา ทําตัวเขากับสังคมได ใหอภัยได ไมเอารัดเอาเปรียบสังคมเพื่อผลประโยชนสวนตัวจนเกินพอดี คนที่จริงใจ
ตอสิ่งแวดลอม ก็จะรักสิ่งแวดลอม รักธรรมชาติ ไมวาจะเปนแมนํ้า ลําคลอง ถนนหนทาง ตนไม สวนสาธารณะ ตลอด
1799

