Page 339 - จดหมายเหตุงานพระบรมศพ
P. 339
พระราชพิธีทรงบำาเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ 337
แท้จริงค�าว่า สันโดษ ท่านแปลว่า ยินดีด้วยของที่มีอยู่ หรือยินดีในสิ่งที่ตนได้ พอใจในสิ่งที่ตนมี อันเป็นการหล่อเลี้ยง
ให้คนมีก�าลังใจ มีความสุข ในการท�างาน ในการด�าเนินชีวิต และในการที่จะท�าให้มี ให้มาก ให้ดี ยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนที่ควรจะท�าให้มี
ให้มากขึ้นไป ก็ท�าให้มีให้มากขึ้นไปอีก เช่น การแสวงหาทรัพย์สมบัติ ข้าวของเงินทอง เป็นต้น และส่วนที่ควรจะท�าให้ดีขึ้นไปก็ท�าให้ดีขึ้น
ไปอีก สูงขึ้นไปอีก เช่น การมีธรรมะ การปฏิบัติธรรมะ เป็นต้น ดังนั้น สันโดษ จึงเป็นคุณธรรมที่ส�าคัญเป็นรากฐานของการพัฒนาสังคม
ประเทศชาติ ความไม่สันโดษต่างหาก ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เพราะความไม่สันโดษ ย่อมเป็นสาเหตุแห่งการทุจริตใน
รูปแบบต่าง ๆ มีการฉ้อราษฎร์และการบังหลวง เป็นต้น ที่ระบาดไปทุกสังคม การที่สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสว่า สันโดษ เป็นทรัพย์
อย่างยิ่ง นั้น ย่อมเป็นหลักประกันชัดเจนว่า ความสันโดษ เป็นคุณธรรมที่ส�าคัญแลจ�าเป็น โดยเฉพาะในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ดังกล่าวข้างต้น อันจะส่งผลให้ประเทศชาติ มีความมั่งคั่งแลมั่นคง
อันค�าว่า สันโดษ นี้เป็นค�าที่แผลงมาจากภาษาบาลีว่า สนฺโตสะ หรือ สนฺตุฏฺิ ซึ่งนักปราชญ์ได้ให้นิยามความหมายไว้
๓ ประเด็นด้วยกัน คือ สก� ตุฏฺิ ยินดีพอใจด้วยของของตน ๑ สนฺต� ตุฏฺิ ยินดีพอใจด้วยของที่มีอยู่ ๑ สม� ตุฏฺิ ยินดีพอใจตามสมควร ๑
ประเด็นแรก อะไร? คือสิ่งของของตน สิ่งที่ต้องกินต้องใช้ คือปัจจัยเครื่องอาศัยของชีวิต ๔ อย่าง ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม
ที่อยู่อาศัย แลยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ ชื่อว่า สิ่งของของตน เพราะเป็นสิ่งที่จ�าเป็นแก่ชีวิตของตน ขาดเสียมิได้ เพราะเมื่อไม่มีปัจจัย ๔ อย่างนี้
ความสุข ความสะดวกของชีวิต ย่อมมีไม่ได้ หรือที่สุด ชีวิตอาจจะไม่สามารถด�ารงอยู่ต่อไปได้ แต่ปัจจัย ๔ นั้น มิได้เกิดขึ้นเอง ต้องอาศัย
การสร้าง การกระท�าของมนุษย์ จึงจะเกิดผลอ�านวยความผาสุกให้มนุษย์ได้ตามต้องการ พระพุทธศาสนาจึงสอนให้แสวงหาปัจจัย ๔ เป็น
เบื้องต้นก่อน มิได้สอนให้เบื่อหน่ายหรือเอือมระอา ด้วยอ�านาจเกียจคร้านในการแสวงหา ดังนั้น ผู้ใดเกียจคร้านไม่ท�าการงานตามหน้าที่
จะเป็นเกษตรกรรม พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม หรืออาชีพอื่นใดอันเป็นทางได้มาซึ่งปัจจัย เครื่องเลี้ยงชีวิตตามสามารถ ผู้นั้นชื่อว่า
ไม่มีสันโดษ ชนิด สก� ตุฏิ คือยินดีพอใจด้วยของของตน แลความขาดหายไปแห่งปัจจัยของชีวิต ๔ อย่างนั้น ย่อมเป็นสาเหตุส�าคัญให้
ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ ได้ ดังนั้น สันโดษ ประเด็นแรกนี้ จึงเป็นคุณธรรมช่วยป้องกันการก่อการทุจริต
ประเด็นที่สอง อะไร? คือสิ่งของที่มีอยู่ สิ่งของที่ตนแสวงหามาได้ มากน้อยเท่าใด จะเป็นปัจจัย ๔ หรือทรัพย์สมบัติอย่างอื่น
ก็ตาม ชื่อว่า สิ่งของที่ตนมีอยู่ ความยินดีพอใจในสิ่งของที่ตนมีอยู่ ที่ตนแสวงหามาได้เช่นนั้น ชื่อว่า สนฺต� ตุฏิ คือความพอในในสิ่งที่ตนมี
หรือความยินดีในสิ่งที่ตนได้ เป็นเรื่องที่มนุษย์ควรปรารถนา จริงอยู่ ปัจจัยเครื่องอาศัยของชีวิตของแต่ละบุคคลก็ดี ของแต่ละหมู่คณะ
ก็ดี โดยที่สุดแม้ของแต่ละประเทศ เมื่อว่าโดยลักษณะแลคุณภาพ ย่อมเป็น ๓ ประเภท คือ หยาบ ๑ ปานกลาง ๑ ละเอียดประณีต ๑
ของที่ดีกว่า งามกว่า ย่อมชักจูงใจของบุคคลให้ทะยานอยากได้ขึ้นโดยล�าดับ เป็นเหตุให้ละทิ้งสิ่งที่เป็นของตน ซึ่งต�่ากว่า ทรามกว่า เสียแล้ว
ไปเอาของของผู้อื่นมาแทน ลักษณะเช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ความเป็นไทในของของตน หรือของที่ตนมีอยู่หมดสิ้นไป ขณะเดียวกันก็น�าตน
ไปสู่ความเป็นทาสในสิ่งของของผู้อื่น ความปรารถนาอันไม่มีจุดจบ ความไม่รู้จักพอเพียงเหมือนไฟไม่พอด้วยเชื้อ ใช่จะน�าทุกข์โทษภัย
พิบัติมาให้แก่ตนเท่านั้น ยังพลอยน�ามาให้แก่ผู้อื่นถึงส่วนรวมอีกด้วย จึงต้องมีสติเหนี่ยวรั้งใจให้รู้จักพอเพียง มิฉะนั้นแล้ว จะก่อความ
ทุจริตนานาประการ หรือการกดขี่ข่มเหงเอาโดยพลการ ความเดือดร้อนระทมทุกข์ก็จะแผ่ซ่านไป ความไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี ความไม่ยินดี
ในสิ่งที่ตนได้ มีแต่โทษอย่างเดียวหามีคุณไม่ ตรงกันข้าม ความพอใจในสิ่งที่ตนมี ความยินดีในสิ่งที่ตนได้ เรียกว่า เป็นผู้มีสันโดษชนิด
สนฺต� ตุฏิ สันโดษประเภทนี้ มีหน้าที่สกัดกั้นความละโมบอยากได้ของของคนอื่นมาเป็นของตน
ประเด็นที่สาม อะไร? คือความยินดีตามสมควร แท้จริง ความยินดีด้วยสิ่งของของตน เป็นต้นเหตุให้บุคคลแสวงหาปัจจัย
ที่จ�าเป็นของชีวิต ความยินดีด้วยของที่มีอยู่ เป็นทางปิดหรือสกัดกั้นความทะยานอยากในการเอาของของผู้อื่นมาเป็นของตน ตลอดจน
การที่ประพฤติทุจริตมีประการต่าง ๆ กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งของที่ตนได้ย่อมกลายเป็นของที่ตนมี แลความมีนั่นเอง ย่อมจะจูงใจให้อยากมี
ต่อ ๆ ไปอีก ดังค�าที่ว่า ลาภจูงโลภ ความอยากมีในทางที่ชอบธรรม เป็นสิ่งที่ท่านมิได้ห้ามไว้ทั้งทางโลกและทางธรรม แต่ความอยากมี
ในทางไม่สมควร ไม่ชอบตามระบบโลกระบอบธรรม ต้องยับยั้งชั่งตรองให้รอบคอบถี่ถ้วน จะเอาแต่เพียงแต่ได้ ไม่ค�านึงถึงคนอื่น จะต้อง
เสียเพราะการได้ของตนบ้าง ย่อมเป็นการไม่สมควร โบราณท่านจึงสอนเป็นคติว่า “อกเขาอกเรา” ทางพระพุทธศาสนา ก็สอนให้มีเมตตา
กรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การสงเคราะห์อนุเคราะห์ผู้ไม่มีด้วยน�้าใจอันงาม เพื่อรักษาปกติสุขของโลกให้อยู่ในระดับที่สมควร ส่วนคนที่
ไม่มีก็สอนให้สร้างความมีให้เกิดขึ้น ด้วยความขยันหมั่นเพียร ด้วยการรู้จักอดออม และด้วยความไม่เกียจคร้าน อันความพอใจเอาแต่ได้
โดยไม่ค�านึงถึงความเหมาะความควร เป็นการก่อความเดือดร้อนให้ชุมชน แม้ตนจะมีความชื่นบานอยู่บ้าง เพราะเหตุที่ได้มา ก็เพียง
ขณะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ไม่นานนักก็จักเกิดวิปฏิสาร ความเดือดร้อนใจแก่ตนเอง เพราะฉะนั้น จึงสอนให้ยินดีพอใจตามสมควร ที่เรียกว่า
สม� ตุฏฺิ นั่นเอง
สันโดษทั้ง ๓ นี้ เป็นหลักธรรมเครื่องประกอบบุคคลให้ด�ารงอยู่ในทางที่ชอบ ห่างจากความเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น ความยินดี
พอใจด้วยของของตนก็ดี ความยินดีพอใจของที่ตนมีอยู่ก็ดี ความยินดีพอใจตามสมควรก็ดี สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงว่าเป็น

