Page 358 - จดหมายเหตุงานพระบรมศพ
P. 358

356            จดหมายเหตุงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
                       มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร



            ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไรจึงจะเหมาะสม หรือควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะอยู่อย่างเป็นสุข อยู่อย่างปลอดภัยมั่นคง ก็พระราชทานพระราช
            ด�ารัสในทางปฏิบัติในรูปพระบรมราโชวาทบ้าง ในรูปของพระราชกระแสบ้าง ซึ่งพระราชด�ารัสทั้งมวลนั้นล้วนเป็นธรรม เป็นไปตามหลัก
            ธรรม และสามารถปฏิบัติตามและเกิดผลจริงได้ทุกประการ

                    เพื่อให้เห็นว่าพระราชด�ารัสที่พระราชทานไว้นั้นสามารถปฏิบัติตามให้เห็นผลได้ และให้เห็นว่าธรรมนั้นย่อมคุ้มครองรักษาตน
            และสังคมได้ พระองค์จึงทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่าง เช่น ในเรื่องการประหยัด การใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ การห่างเว้นจาก
            อบายมุข ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความส�ารวมระวัง เป็นต้น นับเป็นพระราชจริยาที่สามารถปฏิบัติตามได้อย่างชัดเจน พระราชคุณูปการ
            ต่าง ๆ ที่ทรงปฏิบัติตลอดมานั้น แม้ชาวต่างชาติก็รู้และยกย่องสรรเสริญ อย่างเช่น องค์การสหประชาชาติได้จัดประชุมใหญ่สมัยพิเศษ
            เพื่อถวายพระราชสดุดีแด่พระองค์ นับเป็นสดุดีประกาศพระเกียรติคุณระดับโลก เช่นใจความค�าสดุดีที่เป็นความจริงและน่าประทับใจ
            บางส่วนว่า
                    “...แต่หากอยากจะเขียนถึงพระองค์ในแง่ดี ก็ให้เขียนว่าอะไรที่ทรงท�าแล้วเป็นประโยชน์ ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์ส�าหรับพระองค์
            ก็คือการท�าประโยชน์ให้กับผู้คน โดยเฉพาะคนยากจน หนทางเดียวที่จะรู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์ส�าหรับผู้คนและท�าให้เข้าใจปัญหา
            ก็คือการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลและยากจน เพื่อพบเจอและพูดคุยกับประชาชนยากไร้ และเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการตัวเล็ก ๆ
            ทรงกระตือรือร้นเพื่อจะแก้ไขปัญหาที่พบเจอและสนับสนุนให้คนไทยท�าแบบเดียวกัน”

                    “ตลอดชีวิตของพระองค์ทรงจดสิทธิบัตรต่าง ๆ มากถึง ๑๔ ฉบับ ส่วนใหญ่จากการพัฒนาคิดค้นเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาให้กับ
            คนยากจน อาทิ โครงการแก้มลิง จากที่ทรงเห็นลิงเก็บของกินไว้ที่แก้มเพื่อน�ามากินภายหลัง ทรงน�าแนวคิดดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนา
            โครงการเพื่อแก้ไขปัญหาน�้าท่วมให้กับประชาชน โดยสร้างที่เก็บน�้าในช่วงน�้าท่วม เพื่อน�ามาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรในภายหลัง”
                    พระราชด�าริ พระราชด�ารัส และพระราชจริยา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พระองค์นั้น มีคุณค่า มีความ
            สมบูรณ์ และเป็นรูปแบบที่สามารถด�าเนินตามได้อย่างเต็มที่ เพราะทั้งหมดนั้นเป็นไปตามพระนามาภิไธยว่า ภูมิพล ซึ่งแปลว่า
            พลังแผ่นดิน คือทรงคิด ตรัส และปฏิบัติเรื่องดี ๆ ที่เป็นพลังแผ่นดิน คือเป็นประโยชน์สุขแห่งประชาชนทั้งมวล ตามพระปฐมบรม
            ราชโองการที่ว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
                    การเสด็จสวรรคตของพระองค์น�ามาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจ น�าความอาลัยถึง และความเสียดายอย่างหาที่สุดมิได้ สุดที่จะ
            พรรณนาให้หมดสิ้นได้ พสกนิกรไทยถ้วนหน้าทุกถิ่นที่ต่างเสียสละเวลาเป็นวันเป็นหลายวันเพื่อให้ได้โอกาสเข้าถวายคารวะและสักการะ
            พระบรมศพ ด้วยส�านึกในพระมหากรุณาธิคุณนับเป็นความจงรักภักดีอันหาที่สุดมิได้ บัดนี้ การเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙
            ได้ผ่านเวลามาครบ ๑๐๐ วันแล้ว ความเศร้าโศกได้บรรเทาลงบ้าง คงเหลือแต่ความจงรักภักดีและความอาลัยถึงมิเสื่อมคลาย หาก
            พสกนิกรชาวไทยถ้วนหน้าได้เปลี่ยนความเศร้าโศกมาเป็นการกระท�าตามที่ตั้งใจ อย่างเช่นที่ตั้งใจว่าจะท�าดีเพื่อถวายพ่อหลวง จะเลิก
            ท�าผิดท�าชั่วเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล หรือยกระดับพลังรักพลังอาลัยให้สูงขึ้นเป็นพลังสร้างสรรค์คุณค่าให้แก่ตน แก่สังคม และประเทศชาติ
            หรือใช้ความคิดถึงพระเจ้าอยู่หัวแปลเป็นพลังจิตส�านึก อันเป็นจิตส�านึกใหม่ที่ใหญ่กว่าจิตส�านึกเพื่อตัวเองและพวกพ้อง แต่เป็นจิตส�านึก
            ที่ค�านึงถึงคนอื่นจนกลายเป็นพลังแผ่นดินอันมหาศาล ท�าให้พบอิสรภาพ ความปีติสุข ความงามและมิตรภาพอันไพศาลต่อคนทั้งหมด
            และธรรมชาติทั้งปวง อันจักเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

                    การที่จะปรับสภาพได้เช่นนั้นจ�าต้องอาศัยธรรมส�าคัญประการหนึ่งคือสติ พสกนิกรไทยถ้วนหน้าจ�าต้องมีสติเป็นพื้นฐานในการ
            ที่จะท�าความดีถวายพ่อหลวง ในการสร้างพลังสร้างสรรค์ ในการสร้างพลังจิตส�านึกให้เกิดขึ้น เพราะสตินั้นจะมีพลังขับเคลื่อนจิตใจ
            ให้เข้มแข็ง ให้เดินหน้าไม่ย่อท้อ ให้สามารถผ่านพ้นอุปสรรคได้ด้วยดี เพราะสตินั้นน�าให้เกิดความส�าเร็จ น�าให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง และ
            น�าความผาสุกมาให้แก่ผู้มีสติอยู่ประจ�า ทั้งความดีงามทั้งหลายก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยไป ดังที่สมเด็จพระจอมไตรสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน
            มณิภัททสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ที่อัญเชิญมาเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นว่า สติมโต สทา ภทฺท� เป็นอาทิ ซึ่งแปลเป็นความไทยได้ว่า

                                       ความเจริญย่อมมีแก่ผู้มีสติทุกเมื่อ คนมีสติย่อมได้ความสุข
                                     ความดีย่อมมีแก่คนมีสติเป็นนิจ แต่คนมีสติยังไม่พ้นจากเวร ดังนี้

                    สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เช่นนี้ ด้วยทรงเห็นว่าสติเป็นข้อปฏิบัติส�าคัญที่มนุษย์เราจ�าต้องมีประจ�าตัว เพราะมนุษย์เรา
            ล้วนต้องการความเจริญ ความก้าวหน้าในทุกทาง ต้องการความสุขทั้งแก่ตนและคนรอบข้าง และต้องการพบเห็นแต่เรื่องดีงาม เมื่อเป็น
            เช่นนี้จึงทรงแสดงข้อธรรมคือสติไว้ส�าหรับปฏิบัติ หาไม่แล้วก็ไม่อาจเจริญก้าวหน้าได้ ไม่อาจมีความสุขในชีวิตอย่างแท้จริงได้ และไม่อาจ
            พบเห็นความดีได้ไม่ว่าจากตนเองหรือจากคนอื่น
   353   354   355   356   357   358   359   360   361   362   363