Page 359 - จดหมายเหตุงานพระบรมศพ
P. 359

พระราชพิธีทรงบำาเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ  357





                    อันว่า สติ แปลว่า ความระลึกได้ หมายถึง อาการที่นึกขึ้นได้ อาการที่ฉุกคิดขึ้นมาได้ ไม่ลืม ถึงสิ่งที่ท�าถึงค�าที่พูดไว้ก่อน และ
            สิ่งที่จะท�าจะพูดต่อไป ตรงกันข้ามกับอาการที่เรียกว่าลืมนึกหรือเผลอไผล สตินี้เป็นธรรมคู่กับธรรมอีกข้อหนึ่งคือ สัมปชัญญะ ที่แปลว่า
            ความรู้ตัว หมายถึงรู้ตัวว่าก�าลังท�าอะไร ก�าลังพูดอะไร สติกับสัมปชัญญะเป็นธรรมคู่กัน แต่มักจะพูดเพียงค�าเดียวว่าสติ แต่แม้จะพูดเพียง
            ค�าเดียวแต่ก็มีความหมายควบทั้งสองค�า
                    “สตินี้มีลักษณะที่ส�าคัญ ๓ ประการคือ ระลึกได้ก่อนที่จะท�าก่อนที่จะพูด ๑ รู้จักยั้งคิดไม่ผลีผลาม ๑ จดจ�าสิ่งที่ท�าค�าที่พูดไว้
            แม้นานมาแล้วได้ ๑ ดังนั้น ท่านกล่าวว่าเป็นธรรมมีอุปการะมาก เป็นเหตุให้คนเราไม่เผอเรอ ไม่หลงลืม และเป็นเหตุให้ท�าอะไร
            ไม่ผิดพลาดบกพร่อง แม้จะผิดพลาดบกพร่องไปบ้างก็กลับได้สติ รู้ตัวว่าผิดพลาดไป ก็สามารถกลับตัวกลับใจเลิกละไม่ท�าต่อได้”
                    คนเรานั้น ก่อนที่จะท�ากิจการอันใด ก่อนที่จะพูดสิ่งใดออกไป ถ้าขาดสติก็ขาดความยั้งคิด ท�าไปพูดไปโดยผลุนผลัน ก็อาจจะ
            เสียการอาจก่อความเดือดร้อนได้ เช่นนั่งหรือนอนอยู่ รีบลุกขึ้นโดยผลุนผลันไม่ทันนึกไม่ทันเตรียมตัวก่อน ก็อาจท�าให้หน้ามืดหรือโซเซ
            ล้มลงท�าให้เกิดอันตรายได้ ถ้ามีสติระลึกได้ก่อนจะลุก ก็จะระวังตัว ลุกขึ้นได้โดยปลอดภัย แม้ในกิจการทั้งหลายก็เหมือนกัน หากพอนึก
            จะท�าก็ลงมือท�า ไม่ยั้งคิดตรวจตราให้รอบคอบเสียก่อน กิจการนั้นก็อาจเสียผล หรือหากจะพูดอะไรก็พูดไปโดยไม่คิดก็อาจพูดผิด
            เกิดความเสียหายได้เช่นกัน ดังนั้นจะท�าอะไรจะพูดอะไรจ�าต้องมีสติคอยก�ากับอยู่เสมอ ผู้มีสติรอบคอบย่อมไม่ผลุนผลัน ไม่มักง่ายให้เสียการ
            เป็นคนมีวิตกวิจารณ์ยั้งคิดในธุระอันเป็นหน้าที่ของตน ไม่มุ่งแต่สักว่าจะเห็นผลเป็นความส�าเร็จโดยเร็ว เมื่อมีสติอย่างนี้แล้วจะท�าการ
            อันใดใจก็จะมั่นคงไม่ลังเล มีความแน่นอนคงที่ ท�ากิจใด ๆ ก็จะผิดพลาดบกพร่องได้ยาก

                    สตินั้นเป็นธรรมชาติที่ต้องฝึกฝนจึงเกิดขึ้นได้ มิใช่เกิดได้โดยปกติสามัญ ท่านแนะน�าให้ฝึกสติกันเพื่อจะได้มีสติไว้ป้องกันตน
            ป้องกันความผิดพลาดบกพร่อง ป้องกันความเสียหายที่จะตามมา การฝึกสตินั้น เริ่มต้นอาจฝึกได้ง่าย ๆ เช่นก่อนที่จะท�าอะไรหรือก่อนที่
            จะคิดอะไรอันเป็นเรื่องส�าคัญ ก็นิ่งหลับตา ท�าใจให้สงบสัก ๔ - ๕ วินาที แค่นี้จิตก็จะหยุดนิ่งได้ สติก็จะเกิด แม้เพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอ
            ที่จะหยุดคิดได้ว่าสิ่งที่จะท�าหรือค�าที่จะพูดถูกผิดอย่างไร หากเตรียมตัวมาก่อนบ้างแล้ว ได้หยุดยั้งสติสักครู่หนึ่งก่อนท�าก่อนพูด ก็จะท�าให้
            เกิดความมั่นใจ ไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะท�าอะไรจะพูดอะไรก็จะไม่ผิดพลาดบกพร่องเสียหาย ฝึกเช่นนี้บ่อยครั้งเข้าก็จะสามารถคุมสติได้ตลอด
            เวลา มีสติทุกขณะ หากฝึกฝนท�าให้นานมากกว่านี้ ด้วยการสวดมนต์บ้าง ด้วยการท�าสมาธิบ้าง ก็ยิ่งจะท�าให้มีสติอยู่ตลอดเวลา หากท�าได้
            เป็นประจ�าวันก็จะเป็นคนไม่หลงลืม มีความจ�าดี แม้จะอยู่ระยะชราภาพ สติก็จะอยู่กับตัวไปตลอดชีวิต
                    เมื่อฝึกสติได้มั่นคงแล้วย่อมได้รับอานิสงส์ตอบแทน คือได้ชื่อว่าได้ปฏิบัติความดี ได้รับความเจริญ และได้รับความสุข แต่ว่าสติ
            นั้นไม่อาจท�าให้พ้นจากเวรได้ เพราะเวรเป็นบาปกรรมที่เมื่อท�าไปแล้วย่อมมีผลติดตามตลอดไป ถึงกระนั้นก็ตาม สติก็สามารถหยุดยั้ง
            การท�าบาปกรรมได้ กล่าวคือเมื่อได้สติรู้ตัวแล้วก็เลิก ไม่ท�าบาปกรรมนั้นต่อไป เป็นการหยุดยั้งเวรไว้แค่นั้น แล้วเป็นผู้ประกอบด้วย
            เมตตาธรรมเป็นเบื้องหน้า ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ไม่เบียดเบียนข่มเหงรังแกผู้อื่น อย่างนี้ย่อมไม่มีเวรกับใคร ๆ
                    ด้วยเหตุดังนี้ หากพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าตั้งสติตั้งใจแน่วแน่ เปลี่ยนความเศร้าโศก ไปเป็นการท�าดีเพื่อถวายพ่อหลวง
            ตั้งสติตั้งใจเลิกท�าผิดท�าชั่วเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล หรือยกระดับพลังรักพลังอาลัยให้สูงขึ้นเป็นพลังสร้างสรรค์คุณค่าให้แก่ตน แก่
            สังคม และประเทศชาติ โดยยึดปฏิบัติตามแนวของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทั้งแนวพระราชจริยา แนวพระราชด�าริ และแนวพระราชด�ารัส
            อย่างเช่นพระราชด�ารัสที่มีการพิมพ์เผยแพร่ทั่วไปว่า

                    “...เคยรับสั่งกับราชเลขาธิการว่า การรับฟังข้อมูลต่าง ๆ จะต้องฟังด้วย “ความเที่ยงธรรมปราศจากอคติ” เมื่อรับฟังแล้ว
            อย่าเพิ่งไปเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น จะต้องรับฟังจากที่อื่น ๆ จนเป็นที่แน่ใจหรือมั่นใจ เมื่อนั้นจึงจะให้ค�าวินิจฉัยในปัญหาข้อนั้น ๆ ได้ถูกต้อง”
                    หรือพระราชด�าริที่ก�าหนดกันว่าเป็นโครงการตามแนวพระราชด�าริ เช่น แนวพระราชด�าริเรื่องแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
            ทรงวางแนวแก้ปัญหาทั้งระบบ คือ ป่าไม้ ดิน น�้า และชั้นบรรยากาศ ด้วยการ ท�าต้นแบบให้ดู หรือแนวพระราชด�าริ ปลูกป่า
            ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง หรือโครงการ ป่าไม้หมู่บ้าน แทนโครงการ หมู่บ้านป่าไม้ หรือแนวพระราชด�าริเรื่อง หลักปรัชญาเศรษฐกิจ
            พอเพียง เป็นต้น

                    นอกจากนั้น ยังมีหลักในการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งมีการประมวลไว้ว่ามีถึง ๒๓ หลัก เช่น เรื่องศึกษาข้อมูล
            อย่างเป็นระบบ เรื่องการพัฒนาต้องระเบิดจากข้างใน เรื่องแก้ปัญหาที่จุดเล็กก่อน เรื่องท�าตามล�าดับขั้น เรื่องค�านึงถึงภูมิศาสตร์และ
            สังคม เป็นต้น ในหลักทั้งหมดนี้ ขอรับพระราชทานยกหลักตัวอย่างขึ้นแสดงเป็นแนวทาง คือหลักเรื่องการพัฒนาต้องระเบิดจากข้างใน
            มีแนวปฏิบัติว่า
                    “...ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนามีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคม
            ภายนอก มิใช่เอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว หมายความว่า
   354   355   356   357   358   359   360   361   362   363   364