Page 295 - จดหมายเหตุงานพระบรมศพ
P. 295
พระราชพิธีทรงบำาเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ 293
พระองค์นั้น ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี ที่ผ่านมา ทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการ ตามที่ได้ทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน เพื่อประโยชน์
สุขของปวงอาณาประชาราษฎร์และชาติบ้านเมือง ทรงปกครองราชอาณาจักรไทย ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข ทรงน�าประเทศชาติผ่านพ้น
วิกฤตการณ์ปัญหาต่าง ๆ ด้วยพระอัจฉริยภาพ ส่งผลให้ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรืองมั่นคง เป็นปึกแผ่นตลอดมา ภายใต้พระบรม
โพธิสมภาร พระราชกรณียกิจนานัปการนั้น ล้วนอ�านวยคุณประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติจึงปรากฏพระเกียรติคุณแผ่ไพศาลไปยัง
นานาประเทศ เป็นที่ประจักษ์ในพระปรีชาสามารถทั้งในสังคมไทยและสังคมโลก
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงเป็นนักพัฒนาอย่างแท้จริง ทรงอุทิศก�าลัง
พระวรกายและก�าลังพระสติปัญญา ปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ โดยเฉพาะการเสด็จพระราชด�าเนินเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วทุก
ภูมิภาค ทรงทุ่มเทพระก�าลังวรกาย เสด็จพระราชด�าเนินลงพื้นที่เยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งล้วนแต่เป็นเส้นทางที่ยากล�าบาก ทั้งนี้เพื่อ
ทรงศึกษาภูมิประเทศและความเป็นอยู่ พัฒนาให้ราษฎรอยู่ดีกินดีมีอาชีพเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวอย่างเพียงพอ จนก่อให้เกิดโครงการ
ในพระราชด�าริตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน ๔,๓๐๐ กว่าโครงการ สมตามที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเคยรับสั่งถึงความหมาย
ของพระปรมาภิไธยของพระองค์ว่า “เป็นก�าลังของแผ่นดิน”
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ แห่งพระราชวงศ์จักรี
เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ ต่อมาทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓
ในมหามงคลวโรกาสนี้ พระองค์ได้ทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการเป็นพระราชสัตยาธิษฐานว่า “เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ค�าว่า “ปกครองแผ่นดินโดยธรรม” ในที่นี้หมายถึง “ปกครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรม”
สมดังค�าประพันธคาถา ที่โบราณกบัณฑิตรับพระราชทานกล่าวถวายพระมหากษัตริย์ผู้ทรงบ�าเพ็ญทศพิธราชธรรมอยู่ว่า
ทาน� สีล� ปริจฺจาค� อาชฺชว� มทฺทว� ตปํ
อกฺโกธ� อวิหึสญฺจ ขนฺติจ อวิโรธน�
อิจฺเจเต กุสเล ธมฺเม ิเต ปสฺสาหิ อตฺตนิ
ตโต เต ชยเต ปีติ โสมนสฺสญฺจนปฺปก�
แปลความว่า ขอพระองค์ทรงพิจารณาพระธรรมส่วนชอบอันตั้งอยู่ในพระองค์ คือ ทาน ศีล การบริจาค ความอ่อนโยน
ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน ความไม่ท�าผิด ดังนั้น ๆ เถิด แต่นั้นความปีติโสมนัสจักมีขึ้นในพระองค์
มิใช่น้อย
เนื้อความในพระบาลีนี้ มีอเนกปริยาย จะขอรับพระราชทานถวายวิสัชนาพอเป็นนิทัศนนัย ดังนี้
ทศพิธราชธรรม อันมีความหมายถึง “ราชธรรม” คือหลักธรรมของพระราชา ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๑๐ ข้อ คนทั่วไปอาจรู้สึกว่า
ธรรมดังกล่าวเป็นของสูงหรือไกลตัว และควรจะเป็นเรื่องของพระราชาหรือผู้น�าในระดับสูงเท่านั้น แต่โดยแท้จริงแล้ว แม้ทศพิธราชธรรม
จะได้ชื่อว่าเป็นหลักธรรมหรือคุณสมบัติที่ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ ผู้ปกครองรัฐ หรือผู้น�าประเทศจะพึงปฏิบัติ แต่คน
ทั่วไปก็สามารถน�าไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจ�าวันได้ เพราะนอกจากจะเป็นหนทางน�าไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตแล้ว ยังได้ชื่อว่า
ได้ด�าเนินตามรอยพระยุคลบาท และตามพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ
ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงบ�าเพ็ญมาแล้วอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คือ
ทาน หมายถึงการให้หรือการสละทรัพย์สิ่งของเพื่อบ�ารุงเลี้ยงช่วยเหลืออาณาประชาราษฎร์และบ�าเพ็ญสาธารณประโยชน์
พระราชกรณียกิจส�าคัญอันแสดงถึงพระคุณธรรมข้อนี้ ได้แก่ การพระราชทานสิ่งของและปัจจัยที่จ�าเป็นในการด�ารงชีวิตแก่
พสกนิกรที่ประสบความเดือดร้อน เช่นเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัย ผู้ป่วยเรื้อรังและอนาถา ผู้พิการและชราภาพ
ที่จ�าเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ การพระราชทานทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ นอกจากนี้ยังรวมถึง
การพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์และพระบรมราชานุเคราะห์แก่บุคคลต่าง ๆ ตามสมควรแก่ฐานะ
ในการบ�าเพ็ญธรรมทานต่อพสกนิกรเหล่านั้น พระองค์ทรงสอดแทรกธรรมะไว้ในพระบรมราโชวาทและพระราชด�ารัสอยู่เสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังได้พระราชนิพนธ์หนังสือธรรมะโดยตรง นั่นคือพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก พระองค์ทรงมีพระราชด�ารัส
เกี่ยวกับพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ไว้ว่า “หนังสือเรื่องนี้เป็นที่รักของข้าพเจ้าเอง เป็นสิ่งที่เห็นว่ามีความส�าคัญ และโดยที่เป็นผู้ที่ท�าขึ้นมา
ถ้าไม่มีตัวเราเองมีแต่ชาดก ก็มีแต่ชาดกภาษาไทยที่แปลมาจากภาษาบาลี ใครไปอ่านก็ไม่รู้เรื่อง และไม่มีความหมายอะไรมากนัก”
การที่ทรงบ�าเพ็ญทานทั้งที่เป็นอามิสทานและธรรมทานดังกล่าวนี้ จัดเป็นทศพิธราชธรรมข้อที่ ๑

