Page 314 - จดหมายเหตุงานพระบรมศพ
P. 314

312             จดหมายเหตุงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
                       มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร




                    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพมายังโลกนี้เมื่อ ๘๙ ปีก่อน เพื่อยังความเกษมสุขแก่
            มหาชนนิกรให้บังเกิด ทรงเป็นพระผู้กู้วิกฤตให้บ้านเมืองกลับมาเป็นที่พึ่งพ�านักได้ ในยามสุขทรงพากเพียรประคับประคองและเพิ่มพูน
            ให้สุขประโยชน์ยิ่งไพบูลย์ ในยามทุกข์ทรงปลุกปลอบและด�าเนินพระบรมราโชบาย ขยายผลแห่งพระราชกรณียกิจเพื่อบ�าบัดทุกข์ให้
            ปลาสนาการไปจากแผ่นดิน แม้พระองค์เสด็จอุบัติมาในขัตติยราชตระกูลอันประเสริฐ เสด็จสถิตในพระราชสถานะประมุขแห่งพระบรม
            ราชจักรีวงศ์ และแห่งราชอาณาจักรไทย พรั่งพร้อมด้วยพระบรมเดชานุภาพตามพระบรมขัตติยราชอิสริยยศ แต่กลับมิได้ทรงมัวเมาใน
            พระราชลาภ มิได้ลุ่มหลงในความเกษมส�าราญเฉพาะพระองค์เป็นประมาณ กลับทรงเสียสละก�าลังพระวรกาย พระราชหฤทัย พระราชทรัพย์
            พระสติปัญญา บรรดามีที่พระองค์จะทรงทุ่มเทลงไปได้อย่างมิรู้หยุด เพื่อชุบชีวิตมนุษย์ สัตว์ หรือแม้แต่พืชพรรณธัญญาหารอันใกล้
            อันตรธานสูญสลายให้กลับฟื้นคืน เพื่อโอบอุ้มคนล้มลุกคลุกคลานให้มีก�าลังแกร่งกล้ามาหยัดยืนต่อไป เพื่อแก้ไขบรรเทาอุปสรรคปัญหา
            สารพัดโดยพระปรีชาญาณ ทรงบริบูรณ์ด้วยพระ “มหาปณิธาน” เยี่ยงจรรยาแห่งพระโพธิสัตว์ ซึ่งมุ่งจะรื้อขนสรรพสัตว์ให้ล่วงพ้นจาก
            กองทุกข์ที่ห่อหุ้ม มุ่งจะพลิกแผ่นดินที่แห้งแล้งเพราะความเขลาขลาด ให้ชุ่มชื้นด้วยหยาดธารแห่งปัญญา ทรงมุ่งมั่นบากบั่นทุกสถาน
            ด้วยอานุภาพแห่งพระมหากรุณาเป็นที่ตั้ง ทรงหวังเพียงเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม ฉายภาพงามเป็นแสงสว่างตระการไปสู่
            ชาวโลกทั้งมวล ด้วยการที่ทรงช่วยเหลือสรรพชีวิต เป็นเป้าหมายแห่งพระราชกรณียกิจฉะนี้ เป็นการสั่งสม “พระบารมี” ให้เพิ่มไพบูลย์
            ขึ้นมิเว้นวัน ครั้นพระบารมีทั้งนั้นเป็นบริบูรณ์เต็มรอบขึ้นเมื่อไร พระโพธิสัตว์เจ้าจอมไทยพระองค์นี้ ย่อมเสด็จสถิตในพระราชสถานะ
            ที่สูงส่งยิ่งกว่าจอมจักรพรรดิราช ยิ่งกว่าเทวะผู้ทรงมหิทธิอ�านาจทั้งปวงในสากล
                    ค�าว่า “บารมี” ตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบ�าเพ็ญมาหลายอสงไขยแสนกัป ก่อนจะเสด็จอุบัติมาตรัสรู้ในพระชาติ
            สุดท้ายนั้น มีความหมายลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ด้วยบารมีแปลว่า เลิศ ประเสริฐอย่างยิ่ง หมายถึงภูมิธรรมที่เป็นความดีในจิตใจที่สั่งสม
            เพิ่มเติมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นอยู่เสมอ จนถึงขั้นบริบูรณ์ได้ในที่สุด เพื่อถึงซึ่งความพ้นทุกข์ที่เรียกชื่อว่าฝั่งพระนิพพาน บารมีจึงเปรียบดังเรือ
            ข้ามฟากไปสู่ฝั่งแห่งบรมสุขนั้นเอง
                    นับแต่โบราณกาล ตามคติทางพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์คือพระโพธิสัตว์ผู้เสด็จอุบัติมาทรงบ�าเพ็ญบารมีบนมนุษยโลก
            ด้วยทรงปรารถนา “พุทธภูมิ” เพื่อน�าพาสรรพสัตว์ให้สิ้นทุกข์ เหตุฉะนี้ถ้อยค�าเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทยจึงมีค�าว่า “พุทธะ” หรือนัย
            ใกล้เคียงประกอบอยู่ด้วยเสมอ ทั้งในราชประเพณีและราชาศัพท์ เช่น ข้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าข้า พระบรมโพธิสมภาร พุทธางกูร
            เป็นต้น คติเช่นนี้ หากเทียบพิเคราะห์กับพระราชจรรยานุวัตรแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย
            ส�าหรับคนไทยทุกหมู่เหล่า ที่จะเชิญพระราชจรรยาอันประเสริฐ มาสอดคล้องกับการบ�าเพ็ญพระบารมีของพระโพธิสัตว์ ด้วยได้เล็งเห็น
            เด่นชัดในพระราชคุณูปการมาโดยตลอด ๗ ทศวรรษแห่งการบ�าเพ็ญพระบารมี
                    ครั้นพระโพธิสัตว์พระองค์ใด ๆ ทรงบ�าเพ็ญพระบารมีเต็มรอบบริบูรณ์ ก่อนถึงพระชาติสุดท้ายแห่งความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
            ตามพุทธประเพณีจะเสด็จอุบัติคืนสู่ทิพยภาวะบนสวรรค์ชั้นดุสิต รอถึงกาลสมัยอันสมควรจะเสด็จลงมาสู่มนุษยภูมิเพื่อประสูติ และ
            ตรัสรู้ต่อไป การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมยังให้เกิดสุข สมตามพระพุทธพจน์ ดังได้รับพระราชทานเชิญขึ้นเป็นนิกเขปบทว่า

                                      สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท        สุขา สทฺธมฺมเทสนา
                                      สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี        สมคฺคาน� ตโป สุโข.

                    ความว่า ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายยังให้เกิดสุข การแสดงพระสัทธรรมยังให้เกิดสุข ความพร้อมเพรียง
            แห่งหมู่ยังให้เกิดสุข ความเพียรของผู้มีความพร้อมเพรียงกันทั้งหลายยังให้เกิดสุข ดังนี้

                    สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เสด็จดับขันธปรินิพพานจากโลกนี้ไปแล้วนับพัน ๆ ปี จนบัดนี้ไม่มีใครทราบได้ว่าพระรูปพระโฉม
            ของพระองค์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่เหตุใดเราทั้งหลายยังรู้สึกผูกพันกับพระพุทธเจ้าเหมือนกับว่าเคยเห็นพระองค์ คล้ายกับว่ายังมี
            พระชนม์อยู่ เมื่อคิดถึงพระองค์ขึ้นมาทีไร ก็ท�าให้รู้สึกมีก�าลังใจ คลายจากความรู้สึกไม่ดีต่าง ๆ กลับกลายเป็นรู้สึกอิ่มเอิบใจขึ้นมาทุกที
                    ขอรับพระราชทานถวายวิสัชนาว่า เป็นเพราะพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีพระคุณมากมายมหาศาล ความดีงามและความเป็นยอด
            ที่เป็นลักษณะพิเศษ ยังคงติดอยู่ในความทรงจ�า ไม่สามารถสูญหายไปได้ง่าย ๆ แม้ว่าพระวรกายของพระองค์จะสิ้นสลายไปแล้วก็ตาม
            และพระคุณของพระองค์นี้เป็นเครื่องป้องกันซึ่งทรงฝากไว้ให้พวกเราได้ใช้รับมือกับภยันตรายทั้งปวง
                    พระพุทธเจ้านั้นทรงพระพุทธคุณเกินกว่าจะพร�่าพรรณนาได้หมด ใครต่อใครจึงยังชื่นชมสรรเสริญพระองค์ไม่ได้ขาดเลย
            เป็นเวลากว่าสองพันกว่าปีแล้ว เป็นเพราะทรงรู้จักฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้ที่มีคุณภาพจนประสบความส�าเร็จทางจิตใจ มีพระคุณพิเศษ
            เหนือกว่าคนทั่วไป ที่เรียกว่า “พระพุทธคุณ” เป็นสภาวะพิเศษจ�าแนกได้ ๙ ประการ ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น ๓ ประการ ได้แก่ สติปัญญา
            ความบริสุทธิ์ และความกรุณา
   309   310   311   312   313   314   315   316   317   318   319