Page 315 - จดหมายเหตุงานพระบรมศพ
P. 315

พระราชพิธีทรงบำาเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ  313





                    ประการแรก คุณแห่งสติปัญญาอันเลิศล�้าของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระปัญญาคุณ
                    พระปัญญาคุณ ของพระพุทธเจ้าคือปัญญาแห่งการตรัสรู้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนในทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ที่น่ามหัศจรรย์ เป็นความรู้
            อย่างยอดเยี่ยม ได้แก่ ความรู้เรื่องอริยสัจสี่ หรือความจริงอย่างประเสริฐ ๔ ประการ กล่าวคือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ คือทุกข์,
            เหตุแห่งความทุกข์ คือสมุทัย, ความดับทุกข์ คือนิโรธ และหนทางดับทุกข์ คือมรรค
                    พระพุทธเจ้าทรงอุดมไปด้วยเหตุผล ทรงพร�่าสอนว่าเมื่อคนมีความทุกข์คือความรู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจ รู้สึกอึดอัดคับข้องใจ
            เป็นอาการที่ทนได้ยากแล้ว ก็ต้องมองหาที่ต้นเหตุแห่งทุกข์ เมื่อมองหาสาเหตุพบแล้ว จากนั้น ก็คิดถึงทางดับทุกข์ว่าต้องท�าอย่างไรต่อไป
            ถึงจะแก้ทุกข์ได้ เมื่อเห็นหนทางแล้วจงเดินไปตามหนทางนั้น แล้วผลที่สุดก็จะพบกับความดับทุกข์
                    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงบริบูรณ์ด้วยพระปัญญาคุณ ทรงพระปรีชาสามารถในศิลปวิทยา
            หลายสาขา ทรงเป็นนักปราชญ์ในทุกแขนงทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ยากจะหาบุคคลใดในโลกเสมอเหมือน
            กระแสพระราชด�ารัส พระบรมราโชวาท และแนวพระราชด�าริที่พระราชทานไว้เพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ตลอดจนเพื่อพัฒนาคุณภาพ
            ชีวิตของราษฎร ประมวลรวมแล้วได้นับพัน ๆ โครงการ นับหมื่น ๆ เรื่อง ทรงใคร่ครวญศึกษาอย่างรอบคอบถึงเหตุแห่งทุกข์ ย่อมทรง
            ทราบว่าทุกข์ของราษฎรนั้นเกิดจากเหตุใด จึงพระราชทานมรรควิธีเป็นวิถีทางที่จะก้าวพ้นความทุกข์นั้น ก่อให้เกิดนิโรธ คือความดับทุกข์
            ปรากฏขึ้นได้ในชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน เป็นไปบนหนทางอย่างอริยสัจสี่ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงค้นพบในการตรัสรู้ พระปัญญา
            บารมีสอดส่องตลอดทั่วถึงปานฉะนี้ ท�าให้ทรงเป็นพลังแห่งแผ่นดินสมพระบรมนามาภิไธย และพระปัญญาพละดังนี้เอง ที่ท�าให้ทรงได้
            รับยกย่องจากบรรดาพระราชาธิบดีทั้งโลกว่าทรงเป็นมหาราชาธิราช สมพระราชสถานะ ปรมราชาธิราชา พระราชาผู้ทรงเป็นใหญ่ยิ่ง
            กว่าพระราชาผู้ประเสริฐ
                    ประการที่สอง คุณแห่งความบริสุทธิ์สะอาดของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระบริสุทธิคุณ

                    เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีพระปัญญาคุณเป็นแสงสว่างขจัดความมืด คือความไม่รู้อันก่อให้เกิดทุกข์แล้ว พระองค์จึงทรงมี
            ความบริสุทธิ์ผุดผ่องทั้ง กาย วาจา และใจ ทรงพ้นจากกิเลส คือสิ่งที่เศร้าหมองและสิ่งที่ท�าให้รู้สึกเศร้าหมองได้อย่างสิ้นเชิง ทรงทราบว่า
            ต้องคิด พูด และท�าอย่างไร ถึงจะเป็นประโยชน์และไม่ท�าให้ทั้งตนเองและคนอื่นเศร้าหมอง ทรงมีจิตใจสะอาด ฉะนั้น ไม่ว่าต่อหน้าหรือ
            ลับหลัง พระองค์ไม่ทรงท�าความชั่ว ไม่ทรงคิดร้าย พูดร้าย หรือท�าร้ายใคร พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้พุทธสาวกคิด พูด และท�าแต่
            ความดี และพระองค์เองก็ทรงท�าอย่างนั้นเป็นตัวอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วย
                    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงบริบูรณ์ด้วยพระบริสุทธิคุณ ด้วยเหตุที่พระราชกิจการงานที่ทรงบ�าเพ็ญ
            ให้เป็นไปนั้น ปราศจากมลทินโทษ ทรงมุ่งหมายประโยชน์ใหญ่ของส่วนรวมเป็นส�าคัญ มิใช่เพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ สุขของส่วนพระองค์
            น�้าพระราชหฤทัยของพระองค์ใสบริสุทธิ์ดั่งรัตนะอันประเสริฐ ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง ทรงเสมอต้นเสมอปลายในพระราชธรรม
            ไม่บกพร่องบิดพลิ้ว ไม่มีความหยาบกระด้างหรือหม่นมัวกลั้วด้วยจิตประทุษร้ายแฝงอยู่ในน�้าพระราชหฤทัย ดังที่สมเด็จบรมบพิตร สมเด็จ
            พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เคยพระราชทานสัมภาษณ์ถึงพระราชจริยาของสมเด็จพระราชสวามีไว้ว่า
                    “พระเจ้าอยู่หัวนี่ แม้แต่อยู่ล�าพัง ไม่เคยเห็นท่านเคยรับสั่งอะไรที่ไม่ควร ไม่เคยโปรดเลยที่จะว่าใคร นินทาใคร ท่านไม่มีเลย
            ท่านไม่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ใครเลย แม้แต่อยู่ล�าพัง ท่านก็จะพูดสิ่งที่สร้างสรรค์ทั้งนั้น ท่านจะสนุก อย่างเรื่องดนตรี เรื่องเรือใบ ตอนนี้
            ท่านก็สนุกกับการพัฒนา ท่านก็พูดแต่พัฒนาในแผนที่ของท่าน ท่านไม่รับสั่งเรื่องที่ไปกระทบหรือไปใส่ร้ายหรืออะไรกับใคร” ดังนี้
                    ประการที่สาม คุณแห่งความกรุณาของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระมหากรุณาคุณ
                    พระพุทธเจ้าทรงมีความกรุณาสงสารสัตว์โลกที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ ทรงปรารถนาจะให้เขาเหล่านั้นได้พ้นทุกข์ จึงทรง
            ประกาศเผยแผ่พระธรรมเทศนาสั่งสอนทางพ้นทุกข์แก่สัตว์โลกทั้งหลายนับเป็นพระมหากรุณาคุณอย่างล้นเหลือ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้
            อริยสัจสี่ อันเป็นแสงสว่างแห่งพระปัญญาคุณแล้ว ก็ไม่ได้ทรงปิดบังอ�าพรางไว้แต่ผู้เดียว แต่กลับทรงพระกรุณาเสด็จไปโปรดแนะน�า
            วิธีพ้นทุกข์ให้แก่ชาวโลก ให้รู้หนทางชีวิตที่พึงด�าเนิน ให้รู้จักทางเสื่อมแห่งชีวิตที่ควรงดเว้น และให้รู้วิธีปฏิบัติเพื่อพ้นจากความทุกข์
            อย่างถาวร จนถึงความสุขอย่างยิ่งที่เรียกว่า “พระนิพพาน” ตลอดเวลา ๔๕ ปี นับแต่หลังจากตรัสรู้เพียงไม่กี่วัน จนถึงวันสุดท้ายที่เสด็จ
            ดับขันธปรินิพพาน ก็ไม่ได้เว้น
                    การสั่งสอนพระธรรมแก่ชาวโลกนั้น ไม่ใช่เรื่องสะดวกสบาย พระองค์ต้องเสด็จไปในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งในเมืองและในชนบท
            ห่างไกล ไม่ว่าหนทางยากล�าบากเพียงใดก็ทรงมุ่งมั่นเสด็จไปเพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มาก นอกจากนี้ยังทรงใช้วิธีการต่าง ๆ นานา
            เพื่อให้คนแต่ละคนที่มีพื้นทางสติปัญญาต่างกันสามารถเข้าใจธรรมะของพระองค์ได้อย่างถ่องแท้ หากไม่มีพระมหากรุณาคุณประจ�า
            พระอัธยาศัยแล้ว ก็คงประทับเสวยสุขแห่งความหลุดพ้นจากห้วงทุกข์อยู่ล�าพังพระองค์เดียว ชาวโลกทั้งหลายก็ไม่อาจรู้พระธรรมค�าสั่งสอน
            ของพระองค์ได้เลย หมายความว่าชีวิตของเราก็จะมืดมนไร้หนทางแห่งปัญญาที่จะพ้นจากห้วงทุกข์ได้อย่างถาวร
   310   311   312   313   314   315   316   317   318   319   320