Page 381 - จดหมายเหตุงานพระบรมศพ
P. 381

พระราชพิธีทรงบำาเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ  379





            ทรงรับเชิญเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สืบสนองพระองค์สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระอัฐมรามาธิบดินทร
            ท่ามกลางความตระหนกเสียขวัญ แลในวันนั้น กลับยังทรงเปี่ยมด้วยพระสติ มีพระวิสารทมโนแกล้วกล้า ส�าแดงความในพระราชหฤทัย
            ด้วยพระราชสัจวาจาและพระราชจริยาการอันลึกซึ้งตรึงตรา ตามความตอนหนึ่งในค�ากราบบังคมทูลพระกรุณาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ
            พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล ในนามพระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อการพระราชพิธีรัชดาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๑๔ ว่า
                    “...เมื่อ ๒๕ ปีโพ้น ต่อหน้ามหาสมาคม กอปรด้วยประธานสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี พระบรมวงศานุวงศ์
            ผู้ใหญ่ พระราชาพระองค์หนึ่งตรัสมีความโดยสังเขปว่า ‘ข้าพเจ้าขอขอบใจที่ได้มอบราชสมบัติให้ ข้าพเจ้าจะท�าทุกอย่างเพื่อ
            ประเทศชาติ และเพื่อความผาสุกของประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ขอให้ท่านจงช่วยร่วมกันท�าดังกล่าว’ แล้วก็เสด็จก้าวไป
            จากมหาสมาคมนั้น ครั้นแล้วก็ทรงหันกลับมาใหม่ ตรัสอย่างหนักหน่วงว่า ‘และด้วยสุจริตใจ’ พระมหากษัตริย์พระองค์นั้น คือ
            พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดวงมณี ดวงประทีป และดวงใจของปวงชนชาวไทย
                    พระราชกระแสรับสั่งและสีพระพักตร์ตอนที่รับสั่ง เป็นที่ซาบซึ้งจับจิตและตื้นตันใจที่มีวาสนาได้เห็นได้ฟัง อย่างยากยิ่งที่
            จะพรรณนาให้ถูกต้องได้ เพราะว่า ประการแรก ขณะนั้นทรงมีพระชนม์เพียง ๑๘ พรรษา อีกทั้งขณะนั้นเป็นยามที่ตื่นตระหนก และ
            ยามเศร้าหมองอย่างสุดที่พระมหากษัตริย์หรือบุคคลใดจะพึงก�าลังเผชิญในชีวิต อีกทั้งเป็นกาลเวลาที่บ้านเมืองก�าลังปั่นป่วน มิอาจที่จะ
            ทรงทราบหรือทรงเดาได้ว่าเหตุการณ์ภายในประเทศต่อไป แม้เพียงในชั่วโมงข้างหน้าวันหน้าจะเป็นอย่างไร
                    ประการที่สอง พระราชกระแสและพระสุรเสียง ตลอดจนสีพระพักตร์ในขณะรับสั่งนั้น แสดงถึงความจริงจัง ความแน่ชัด
            และความเด็ดขาด เห็นได้ชัดว่า เป็นพระราชกระแสรับสั่งที่มาจากเบื้องลึกสุดของพระราชหฤทัย จึงเป็นพระราชปฏิญาณที่แน่นอนและ
            ชัดเจน และเห็นได้ว่าเป็นพระราชด�ารัสที่รับสั่งโดยที่มิได้ทรงตระเตรียมหรือเขียนไว้ก่อน...”
                    ดั่งนี้ ย่อมเป็นพระราชคุณสมบัติอันเป็นพยานว่าพระบาทสมเด็จพระมหาราชเจ้าพระองค์นั้นทรงถึงพร้อมด้วยความส�านึกกตัญญู
            ต่อประเทศชาติและสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าเป็นส�าคัญ จึงทรงมุ่งมั่นในพระราชธรรมน�าหน้าเป็นทางแห่งพระราชจริยา
            และพระราชกิจจานุกิจมาจนตลอดพระชนม์ชีพ เฉกเช่นที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชด�ารัสรับรองน�้า
            พระราชหฤทัยของสมเด็จพระราชสวามีไว้ ว่า

                    “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงสอนตลอดมาว่า แผ่นดินนี้มีคุณ มีบุญคุณแก่ชีวิตของพวกเรามากมาย เพราะฉะนั้น ชีวิตที่
            เกิดขึ้นมานี้อย่าได้ว่างเปล่า จงตอบแทน ให้รู้สึกตัวเสมอว่าเป็นหนี้บุญคุณ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบรมราชาภิเษก เมื่อ
            พระชนมายุ ๒๒ พรรษา ก็ได้ทรงเฉลิมพระมหาพิชัยมงกุฎต่อพระพักตร์พระสยามเทวาธิราช แล้วก็ทรงกล่าวค�าปฏิญาณว่าเราจะปกครอง
            แผ่นดินโดยธรรมะ โดยยุติธรรม โดยที่พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร ในภาวะอย่างไร”
                    “...และบัดนี้ ข้าพเจ้าจึงได้เชื่อว่าที่ประชาชนแสดงความจงรักให้เห็นนั้นเป็นจริงใจทั้งสิ้น อันนี้เป็นอันหนึ่งที่พระบาทสมเด็จ
            พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า เราต้องตอบแทนความรักของประชาชนด้วยการกระท�ามากกว่าค�าพูด ท�าทุกสิ่งทุกอย่างที่จะบ�าบัดความทุกข์
            ของเขา เพราะเขาเป็นหลักพึ่งพาของพระมหากษัตริย์ตลอดมา ประชาชนเป็นมิตรของพระมหากษัตริย์ มิตรนี้ให้ความหมายที่แท้จริงคือ
            ผู้ที่เอื้อเฟื้ออย่างกว้างขวาง คอยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลืออย่างลึกซึ้งกว้างขวาง และพระมหากษัตริย์ก็ไม่เป็นภัยแก่ประชาชน”
                    “...ทั้งพระองค์เอง ทั้งข้าพเจ้า และลูกที่เกิดมา เกิดมาในแวดวงความรักความดูแลของประชาชน ทรงย�้าว่า ลูกที่ดีจะต้องถือ
            ตามพ่อแม่ มีความกตัญญูกตเวทีต่อชาติบ้านเมือง”
                    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
            สมตามพระปฐมบรมราชโองการอย่างบริบูรณ์แล้วตลอดพระชนม์ชีพ ทรงมี “ศีล” อันหมายถึงการรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย
            ตามพระราชสถานะแห่งความเป็นพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม บริบูรณ์ครบถ้วนทั้งสิบประการไม่มีบกพร่อง ยังให้ทรง
            รุ่งเรืองไพโรจน์ ทรงแปรเปลี่ยนความมืดมนอนธการ ให้เป็นแสงสว่างเรืองรองของประชานิกรไทย ขจรขจายไปสู่สังคมโลก สมดัง
            พระพุทธภาษิตที่ว่า ปณฺฑิโต สีลสมฺปนฺโน ชล� อคฺคีว ภาสติ บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมรุ่งเรืองเหมือนไฟสว่าง ในที่ทุกสถาน
                    พระบรมวงศานุวงศ์ เสวกามาตย์ราชบริพาร สมณพราหมณาจารย์ และอาณาประชาราษฎร์ผู้ได้อาศัยพระบรมโพธิสมภาร
            เป็นที่พึ่งพ�านักมาเนิ่นนาน จึงพึงตั้งตนไว้ในที่ “กตัญญูกตเวที” ต่อพระองค์ผู้ทรงเป็น “บุพการี” ด้วยการสืบสานพระบรมราชปณิธาน
            ต่อประทีปแห่งพระปัญญาญาณ ต่อสายธารแห่งพระมหากรุณา ให้ทรงค่าความสว่างไสวครอบคลุมทั่วแผ่นดินไทยสืบไปอย่าให้ดับ
            สูญ ให้ความกตัญญูรู้คุณในหัวใจของคนไทยทุกคน หยั่งด�ารงคงเป็นฐาน ดลบันดาลราชอาณาจักรนี้ ให้มีหลักมั่นมิหวั่นสะเทือน ดั่งเสา
            เขื่อนและรากศิลาส�าหรับปลูกคุณธรรมความดีงาม ต่อยอดความซื่อสัตย์สุจริตความสมัครสมานสามัคคี ให้มีคุณดังก�าแพงฝาแน่นหนา
            กันภัย เหมือนหลังคาที่มุงไว้ดีเพื่อป้องกันแดดคุ้มฝน ให้ไทยรัฐมณฑลอันเปรียบดั่งเรือนหลังใหญ่ มีไตรรงค์เฉลิมขวัญเป็นสถาบันชาติ
            ศาสนา และพระมหากษัตริย์ที่มั่นคงอยู่ตราบนิจนิรันดร หากเป็นไปได้ฉะนี้ ย่อมเป็น มงคลวิเสส เฉลิมพระบารมีถวายพระบาทสมเด็จ
   376   377   378   379   380   381   382   383   384   385   386