Page 391 - จดหมายเหตุงานพระบรมศพ
P. 391

พระราชพิธีทรงบำาเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ  389





                                               พระธรรมเทศนา บรมนาถบพิตรกถา
                                     ในพระราชพิธีทรงบ�าเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ ๑ ปี วันสวรรคต
                                    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
                                         ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
                                             วันศุกร์ ที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
                                      พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
                                                  รับพระราชทานถวายวิสัชนา



                                             นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
                                      อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ        โก หิ นาโถ ปโร สิยา
                                      อตฺตนา หิ สุทนฺเตน          นาถ� ลภติ ทุลฺลภนฺติ.

                    บัดนี้ จักรับพระราชทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา ในบรมนาถบพิตรกถา ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี
            อนุรูปพระราชกุศลบุญราศีทักษิณานุปทานกิจ ซึ่งสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงบ�าเพ็ญอุทิศถวาย
            สมเด็จพระปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราชเจ้า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในวาระครบรอบ ๑ ปี
            แห่งการเสด็จสวรรคต เป็นไปตามนัยที่สมเด็จพระสุคตบรมศาสดา ตรัสอนุศาสน์ไว้ว่า ภูมิ เว สปฺปุริสฺสาน� กตญฺญูกตเวทิตา “ความกตัญญู
            กตเวทีเป็นพื้นภูมิของคนดี” เป็นคุณสมบัติชักน�าให้ประกอบแต่กรณียะ อันจะเป็นที่ตั้งแห่งสุขอิฐวิบุลผล ท�าสัตบุรุษบุคคลผู้เรียบร้อย
            ให้ได้ชื่อว่าด�ารงไว้ซึ่งคุณาลังการโดยสมควร

                    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพมาเพื่อยังความเกษมสุขแก่มหาชนนิกร
            ให้บังเกิด ทรงเป็นบรมนาถบพิตรผู้ประเสริฐสุดในทุกสมมุติแห่งนิยามของความเป็นพระมหากษัตริย์ ถ้อยค�าสรรเสริญพระบารมีว่า
            ทรงเป็นมหาราชบ้าง ทรงเป็นพ่อของแผ่นดินบ้าง ทรงเป็นธรรมราชาบ้าง ทรงเป็นเทวราชาบ้าง ทรงเป็นสมมติเทพบ้าง ทรงเป็น
            พระโพธิสัตว์บ้าง จึงไม่มีข้อใดเกินเลยไปจากความเป็นจริง
                    แต่อันที่จริงในพระปรมาภิไธยอย่างบริบูรณ์ของพระองค์มีสร้อยวรรคท้ายสุดปรากฏอยู่ว่า “บรมนาถบพิตร” ควรเราทั้งหลาย
            จักได้คิดตริตรองถึงความหมายอันแท้จริง เพราะค�าค�านี้ มีนัยอันลึกซึ้งและจริงแท้แฝงอยู่ จัดเป็นสร้อยพระปรมาภิไธยที่สะท้อนพระราช
            จริยาสัมมาปฏิบัติ ซึ่งอนุวัตเข้าพระเนมิตกนามได้ทุกประการ
                    ค�าว่า “บรม” แปลตามศัพท์ว่า “ขัดเกลาผู้อื่นให้หมดจด” ก็ได้ “คุณเครื่องตักตวงความดีไว้” ก็ได้ “คุณเครื่องท�าลายปรปักษ์”
            ก็ได้ บรม จึงมีความหมายว่า สูงสุด, พิเศษสุด, เป็นเลิศ, ดีที่สุด

                    ค�าว่า “นาถ” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้กอปรประโยชน์แก่ผู้อื่น” ก็ได้ “ผู้ปรารถนาประโยชน์สุขแก่ผู้ที่ควรช่วยเหลือ” ก็ได้
            “ผู้ยังกิเลสให้ร้อน” ก็ได้ นาถ จึงมีความหมายคือ ที่พึ่ง หรือผู้ปกป้องคุ้มครอง
                    ค�าว่า “บพิตร” แปลว่า ผู้สะอาด, ผู้หมดจด, ผู้บริสุทธิ์
                    “บรมนาถบพิตร” จึงแปลโดยสรุปได้ว่า พระองค์ผู้ทรงเป็นที่พึ่งอันสูงสุด

                    อันพสกนิกรบนไทยรัฐสีมามณฑล ต่างรู้สึกตนว่าเป็นข้าพระบาทบรมนาถบพิตรผู้ทรงเป็นที่พึ่ง จึงแสวงหาความร่มเย็นเป็นสุข
            ในยุคแห่งพระองค์ โดยประสงค์ตามวิธีต่าง ๆ กัน บ้างก็ร�่าร้องถวายฎีกาขอพระราชทานความเป็นธรรม บ้างก็พร�่าพรรณนาความทุกข์
            โทมนัสหวังจะให้พระองค์ทรงขจัดปัดเป่าปัญหา บ้างก็ร�่าไห้ปริเทวนาการปานบุตรน้อยแสวงความอบอุ่นจากบิดามารดา บ้างก็ขอ
            พระราชทานพระบรมเดชานุภาพ ให้ปกแผ่มาก�าราบภัยพิบัติและฝูงดัสกร
                    พินิจใคร่ครวญดู ความร้อนรนหม่นไหม้ของปวงชน ประดังมาเยี่ยมยลสู่ยุคของพระองค์มากเหลือเกิน เกินกว่าก�าลังประมุขแห่ง
            รัฐคนหนึ่งจะพึงแบกทานไว้ได้ไหว และอันที่จริงหากจะทรงปล่อยให้ระบบการด�าเนินตามกลไกไปอย่างแกน ๆ หรือทรงปล่อยให้ปัญหา
            แปรไปตามสภาพ มิต้องทรงสอดส่องพระเนตรพระกรรณไปทรงหยั่งทราบ แล้วก็ผละพระองค์ออกเสวยพระสรีรสุขตามพระราชสถานะ
            แห่งพระประมุขก็มิมีใครจะติฉิน แต่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ มิได้มีพระราชจริยาเช่นนั้น หากทรงบากบั่นดั้นด้นไปสู่หนทางอันทุรกันดาร
            พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในทุกสถาน ทรงพระราชด�าริวิธีการแก้ปัญหามาพระราชทานให้อย่างยั่งยืน ทรงพลิกฟื้นความแห้ง
            แล้งเป็นความชอุ่ม ทรงแก้ปัญหาที่เกิดในที่ลุ่มและที่ดอน ทรงขจัดร้อนให้เป็นเย็น ทรงผ่อนความยากเข็ญเป็นความอภิรมย์ ทรงน้อมน�า
            พระบรมพุทโธวาทมาพระราชทานเป็นทางประพฤติ ทรงยึดหลักแห่งพระพุทธธรรมน�าพระราชหฤทัย
   386   387   388   389   390   391   392   393   394   395   396