Page 392 - จดหมายเหตุงานพระบรมศพ
P. 392

390            จดหมายเหตุงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
                       มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร




                    สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงยังหมู่สัตว์ให้ตื่นฟื้นจากกิเลสนิทราสู่อมตมหานฤพาน ทรงชี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
            อริยสัจ คือ ปฏิปทาสายกลาง จึงได้ตรัสรู้แล้วด้วยพระปัญญาอันยวดยิ่ง ยังดวงพระเนตรในธรรมน�าให้บังเกิด ประเสริฐด้วยพระญาณ
            หยั่งรู้ย่อมเป็นไปอยู่ด้วยความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน พระองค์ได้ประทานพระพุทธานุศาสนีแก่ไวเนยสัตว์
            ผู้หมายจะปฏิบัติตนให้พ้นสังสารวัฏ ปรากฏชัดดังพระบาลีที่รับพระราชทานอัญเชิญเป็นนิเขปบทเบื้องต้นว่า

                                      อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ        โก หิ นาโถ ปโร สิยา
                                      อตฺตนา หิ สุทนฺเตน          นาถ� ลภติ ทุลฺลภ�.

                    ความว่า “ตนแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่น ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ ก็บุคคลมีตนฝึกฝนแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่หาได้ยาก”
                    ขอรับพระราชทานถวายวิสัชนาโดยสังเขปว่า ค�าว่า ตน นั้น แบ่งออกเป็น ๒ คือ กาย กับ จิต ประกอบกันเข้า ใน ๒ ส่วนนี้
            จิตนับว่าเป็นใหญ่ เป็นประธาน ดังค�าที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” คือจิตเป็นความรู้สึกนึกคิด กายเป็นผู้กระท�าตาม เพราะฉะนั้น
            พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้ฝึกจิต อบรมจิตให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรม พยายามอบรมบ่มนิสัยของตนด้วยตนเอง เพราะตนเท่านั้นเป็นที่พึ่ง
            ของตนได้ คือคนทุกคนที่สร้างบุญกุศล คุณงามความดี ย่อมได้ชื่อว่ามีที่พึ่ง เพราะคนอื่นไม่สามารถจะท�าที่พึ่งให้กับบุคคลอีกคนหนึ่งได้

                    แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสว่า “ตถาคตเป็นแต่ผู้บอก ส่วนการปฏิบัติตามหรือไม่เป็นเรื่องของพวกเธอ” ย่อมชี้ให้เห็นว่า
            ตนเท่านั้นที่ตนเองจะพึ่งได้ เห็นได้ชัดเช่นการรับประทานอาหาร ตนเองรับประทานย่อมอิ่มเอง จะอิ่มแทนคนอื่นไม่ได้ และคนอื่นจะรับ
            ประทานอิ่มแทนเราก็ไม่ได้ เมื่อบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น แนะน�าสั่งสอนแล้ว บุคคลพึงประพฤติปฏิบัติตามด้วยตนเอง ฝึกฝน
            ตนเอง ผู้ยังไม่มีศีลให้ตั้งอยู่ในศีล ผู้ไม่มีศรัทธาให้มีศรัทธา ผู้ตระหนี่ให้ถึงพร้อมด้วยการบริจาค ย่อมจะได้ที่พึ่งที่หาได้ยาก นั้นก็คือ
            บุญกุศลตลอดจนมรรค  ผล  นิพพานเป็นที่สุด อันใคร ๆ แม้แต่เทพเทวดาสูงขึ้นไปจนถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่สามารถจะเสกเป่า
            ดลบันดาลให้บุญกุศล มรรค ผล นิพพาน ล่องลอยมาเป็นของใครคนใดคนหนึ่งได้ คงมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น คือบุคคลผู้นั้นจะต้องปฏิบัติเอง
            ด้วยความเข้าใจในหลักของการกระท�าซึ่งมีต้นทางจากดวงจิตลักษณะต่าง ๆ กัน ประกอบด้วยกุศลจิต อกุศลจิตอันเป็นปรมัตถธรรม
                    ครั้นพิจารณาตามเรื่องราวในชาดก จะพบว่าลักษณะแห่งพระมหาโพธิสัตว์ คือการฝึกฝนอบรมพระทัยให้แน่วแน่ในคุณธรรม
            เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น พร้อมทั้งเพียรพยายามสั่งสอนชี้แจงแสดงหนทางอันประเสริฐแก่มหาชนทั้งปวงอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้
            สัตว์โลกก้าวไปสู่ความหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ได้ด้วยตนเอง มิใช่ด้วยการดลบันดาลจากผู้หนึ่งผู้ใด ตราบกระทั่งตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมา
            สัมพุทธเจ้า ก็ยังทรงบ�าเพ็ญพุทธจริยาด้วยพระมหากรุณาจุดเดิม ฉันใด
                    สมเด็จบรมบพิตรพระองค์นั้นจึงทรงสั่งสมพระราชสมภารบารมี เป็นสัมภาระที่จะน�าพระองค์ไปสู่ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
            ณ กาลสมัยอนาคต จึงทรงด�าเนินพระราชจริยาการด้วยวิธีการเดียวกัน ฉันนั้น พระองค์ทรงบริบูรณ์ด้วยพระปัญญาคุณ ทรงเป็นปราชญ์ใน
            ทุกแขนงยากจะหาบุคคลใดในโลกเสมอเหมือน แนวพระราชด�าริที่พระราชทานไว้ ล้วนทรงใคร่ครวญศึกษาอย่างรอบคอบถึงเหตุแห่งทุกข์
            ย่อมทรงทราบว่าทุกข์ของราษฎรนั้นเกิดจากเหตุใด จึงพระราชทานมรรควิธีเป็นวิถีทางที่จะก้าวพ้นความทุกข์นั้น ก่อให้เกิดนิโรธ
            คือความดับทุกข์ปรากฏขึ้นได้ในชีวิต ตามนัยแห่งอริยสัจสี่ที่สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสรู้แนวพระราชด�าริทั้งหมดทั้งมวล ล้วนสรุปได้เป็น
            ทางเดียวคือ ทรงพระราชปรารถนาให้คนไทย “สามารถพึ่งพาตนเองได้” ดังพระราชด�ารัสตอนหนึ่งที่ว่า
                    “...การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ก่อนอื่นเป็นสิ่งส�าคัญยิ่งยวด
            เพราะผู้มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งพาตนเองได้ย่อมสามารถสร้างความเจริญในระดับสูงขั้นต่อไป...”

                    ระยะแรกแห่งการด�ารงสิริราชสมบัติ จึงทรงเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า คือความเดือดร้อนด้านปัจจัยพื้นฐานแห่งการด�ารงชีวิต
            ของราษฎร การพระราชทานปัจจัยสี่ให้เฉพาะชั่วครั้งชั่วคราว ท�าให้พอปะทะประทังมิให้ทุกขเวทนาโถมทวีขึ้น แต่ก็มิอาจน�าพาความสุข
            อย่างยั่งยืนมาสู่แต่ละชีวิตได้อย่างถาวร จึงทรงพาพระราชกิจของพระองค์สู่ระยะที่สอง โดย มุ่งเน้นการพัฒนา เพื่อความพออยู่พอกิน
            ในทุกชุมชน ทั่วประเทศ ระยะนี้เอง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชด�าริมากมายหลายพันโครงการจึงบังเกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ กัน
            เป็นลักษณะแห่งการวิจัยทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติที่ตระหนักเห็นสภาพการณ์อย่างถ่องแท้ จากนั้นในระยะที่สุด หลังจากที่ประชาชนมี
            ปัจจัยสี่มาบ�ารุงชีพพอสมควรและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว จึงพระราชทาน แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่าง
            ยั่งยืน เป็นสุขจากภายใน เพราะสามารถพึ่งพาตนเองได้
                    ความข้อนี้ สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เคยมีพระราชด�ารัสเล่าถึง
            แนวพระราชด�าริของสมเด็จพระราชสวามีไว้ว่า “...การน�าสิ่งของไปแจกราษฎรผู้ประสบภัยธรรมชาติเป็นเพียงบรรเทาความเดือดร้อน
            เฉพาะหน้าซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภว่าเป็นการช่วยเหลือที่ไม่ยั่งยืนควรจะหาวิธีอื่นที่ช่วยให้ราษฎรพึ่งตนเองได้...”
   387   388   389   390   391   392   393   394   395   396   397