Page 326 - จดหมายเหตุงานพระบรมศพ
P. 326
324 จดหมายเหตุงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
อุฏฐานะ ลุกขึ้น ท�ากิจ คือไม่นิ่งเฉย อุสสาโห อาจหาญ อดทน ธิติ คงมั่น อัฏฐิติ ไม่หยุดหย่อน อัปปฏิวาณี ไม่ท้อถอย ปธานัง แน่วแน่
ปัคคโห ประคองไว้อยู่ อารัมภะ ริเริ่ม คือมีความริเริ่มวางแผน นิกกมะ ความก้าวออกไป (จากความเกียจคร้าน) ปรักกมะ ก้าวไปข้างหน้า
ไม่หยุด ไม่ถอย แม้จะมีอุปสรรคหรือปัญหาเกิดขึ้น ค�าว่าหยุด ค�าว่าถอย ไม่มี แต่จะใช้สติปัญญาเข้าอุปถัมภ์หาวิธีขจัดปัญหานั้นไปจนได้
เมื่อบุคคลอบรมคุณลักษณะเหล่านี้ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ แก่กล้าขึ้นได้แล้ว ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความขวนขวายที่เรียกว่า วายามะ คือ
เพียรพยายาม และเมื่อใช้ปัญญาเข้าประกอบก็จะเป็น สัมมาวายามะ ความเพียรพยายามชอบ หรือความเพียรพยามที่ถูกต้อง ความเพียร
เช่นนี้แลเป็นวิริยพลังอย่างแท้จริง ในการใช้ความเพียรพยายามที่ถูกต้องนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ อันมีในอังคุตตรนิกาย
จตุกกนิบาตว่า ๑. สังวรปธาน เพียรพยายามระมัดระวังมิให้เผลอ มิให้พลาด มิให้พร่อง มิให้บาปอกุศลเกิดขึ้นในตน ๒. ปหานปธาน
เพียรพยายามละความชั่ว บาป อกุศล ที่เกิดขึ้นแล้วให้ลดและหมดไป ๓. ภาวนาปธาน เพียรพยายามประกอบกระท�าคุณงามความดี ประโยชน์
บุญกุศล ให้เกิดมีขึ้น ๔. อนุรักขณาปธาน เพียรพยายามตามรักษาคุณงามความดี ประโยชน์ บุญกุศล ที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ให้มั่นคงและ
เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป เมื่อบุคคลได้บ�าเพ็ญและใช้ความเพียรไปตามหลักที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในปธานทั้ง ๔ ดังกล่าวแล้วนี้
จนบริสุทธิ์บริบูรณ์เต็มที่ วิริยะก็จะเป็น วิริยบารมี เฉกเช่นที่พระมหาชนกบรมโพธิสัตว์ได้ทรงบ�าเพ็ญมาแล้วด้วยดี ซึ่งคุณธรรมข้อนี้
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์นั้น ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสในปฏิปทาของพระมหาชนก ได้ทรงศึกษา
ลึกซึ้งถึงแบบอย่าง และได้ทรงบ�าเพ็ญด�าเนินตามตลอดพระชนม์ชีพ ความเพียรเช่นนี้แลเป็นวิริยบารมี ที่สามารถดับเพลิงกิเลสและ
กองทุกข์ได้สิ้นเชิง สมด้วยพุทธภาษิตว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ บุคคลจะล่วงพ้นทุกข์ถึงความสุขได้เพราะความเพียร ความเพียรจึงเป็น
พลังธรรมที่ส�าคัญยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยความเพียร ทรงใช้เป็นพลัง
ขับเคลื่อนภูมิแผ่นดิน คือประเทศชาติและประชาชนให้เจริญรุ่งเรืองร่มเย็นเป็นสุขตลอดเป็นเวลา ๗๐ ปี วิริยะจึงเป็นภูมิพลังประการที่ ๒
ประการที่ ๓ สติพลัง ก�าลังคือสติ ค�าว่าสติ หมายถึง ความระลึกได้อยู่ ความก�าหนดได้อยู่ นึกได้ จ�าได้ ฉุกคิดได้อยู่ ไม่เผลอ
ไม่พลาด ไม่พร่อง ไม่ผิด ไม่หลง ไม่ลืม ไม่หลับ ระงับยับยั้งใจได้ ในนิเทศแห่งนาถกรณธรรมสูตร ทรงแสดงว่าสามารถระลึกถึงเรื่องที่ท�า
ค�าที่พูด เรื่องที่คิด แม้ล่วงมานานแล้วได้ สติจะมาคู่กับสัมปชัญญะ ที่แปลว่า ความรู้ทั่ว ความรู้ทัน รู้พร้อม ฉะนั้น เมื่อกล่าวถึงสติก็หมาย
รวมเอาสัมปชัญญะด้วย เมื่อสติมีสัมปชัญญะคอยสนับสนุน ก็จะเป็นสติที่สมบูรณ์เป็นสติพลัง ที่ผลักดันให้เกิดความรอบคอบและฉลาดรู้
ในการตัดสินใจท�า พูด คิด ได้ถูกต้องไม่มีผิดพลาดบกพร่องใด ๆ เกิดขึ้น สติจึงมีหน้าที่ส�าคัญ คอยป้องกันความชั่ว บาป อกุศลต่าง ๆ
ไม่ให้เกิดขึ้นเลย สมด้วยพระพุทธพจน์ที่พระสุคตตรัสตอบอชิตมานพ ในโสฬสปัญหาว่า สติ เตส� นิวารณ� แปลว่า สติ เป็นคุณธรรม
เครื่องกั้นกระแสกิเลสต่าง ๆ ได้ และสติยังท�าหน้าที่เลือกเฟ้นด้วย คือ คอยคัดเลือกถือเอาแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ ก�าจัดสิ่งที่เป็นโทษออกไป
และสิ่งที่ส�าคัญยิ่งคือ สติ เป็นพลังธรรม ควบคุมให้บุคคลสามารถปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติตน ปฏิบัติธรรม ได้ถูกต้องสมบูรณ์ ก่อให้เกิดผล
ส�าเร็จได้รับความสงบสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป สมด้วยเทศนานัยพุทธสุภาษิตว่า สติมา สุขเมธติ คนมีสติ ย่อมอยู่เป็นสุข และว่า สติมโต สุเวเสยฺโย
คนมีสติ ดีขึ้นทุกวัน ประเสริฐทุกวัน และว่า สติมโต สทา ภทฺท� คนมีสติ เจริญทุกเมื่อ ดังนี้ สติ จึงเป็นพลังธรรมที่ส�าคัญยิ่งที่พระบาท
สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยพระสติ ทรงใช้สติพลังขับเคลื่อนภูมิแผ่นดิน คือประเทศชาติ
บ้านเมือง ให้มีความเจริญรุ่งเรือง สงบร่มเย็นเป็นสุข สติจึงเป็นภูมิพลังประการที่ ๓
ประการที่ ๔ สมาธิพลัง ก�าลังคือสมาธิ ค�าว่าสมาธิ คือ ความตั้งมั่นแห่งจิต ความที่จิตสงบมีอารมณ์เดียว ตั้งจิตวางจิตไว้ใน
อารมณ์เดียว ไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่ขึ้นไม่ลง จิตเป็นหนึ่งรู้เฉยอยู่ ท่านได้อธิบายลักษณะสมาธิไว้ว่า ความตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ฟุ้งซ่าน บริสุทธิ์
สงบนิ่ง และควรแก่การงาน (กัมมนิยจิต) คือเป็นจิตเหมาะแก่การท�างาน ท�างานมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ประสบความส�าเร็จเป็นอย่างดี
ที่ว่าไม่หวั่นไหวนั้นคือ แม้อิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่ชอบมากระทบ ก็สงบได้ นิ่งได้ ไม่ชอบไม่ชัง ไม่ดีใจไม่เสียใจ สงบเฉยนิ่งเป็นปกติได้
เช่นนี้แลชื่อว่า สมาธิพลัง ก่อให้เกิดความมุ่งมั่น สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้ส�าเร็จได้ตามปรารถนา สมาธิ จึงเป็นพลังธรรมที่ส�าคัญ
ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ด้วยสมาธิ ทรงใช้สมาธิขับเคลื่อนพัฒนาภูมิแผ่นดิน คือ
ประเทศชาติและประชาชน ให้เจริญรุ่งเรืองมีความสงบสุขทั่วกัน สมาธิจึงเป็นภูมิพลังประการที่ ๔
ประการที่ ๕ ปัญญาพลัง ก�าลังคือปัญญา อันว่าปัญญาแปลว่า ความรอบรู้ ความรู้ทั่วถึง เป็นต้น ปัญญาระดับต้นคือ รู้
วิชาการต่าง ๆ ทั่วไป อันเกิดจากการศึกษาเล่าเรียน เป็นต้น ตลอดจนถึงความหยั่งรู้จนสามารถแยกแยะได้ว่า ดี ชั่ว ถูก ผิด ควร ไม่ควร
อย่างชัดแจ้ง แล้วรู้จักเลือกเฟ้น เว้นส่วนที่ไม่ดี ใฝ่ใจปฏิบัติตามในส่วนที่ดี ที่มีประโยชน์และส่งเสริมให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนสามารถเข้าใจ
รู้แจ้ง ในปัญญาระดับสูง คือได้รู้แจ้งเห็นจริงความเกิด ดับ แห่งสังขารทั้งหลายว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนจิตเกิดความหน่าย
คลายก�าหนัด ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ปล่อยวางได้อย่างสิ้นเชิง สามารถทะลุทะลวงกิเลสอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ มีราคะ
โทสะ โมหะ เป็นต้นได้ ย่อมเข้าถึงปัญญาอันเป็นความรู้ที่ประเสริฐบริสุทธิ์ น�าให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เข้าสู่ความสุข ความสงบ
ความสะอาด ความสว่างได้ อันเป็นความสุขที่แท้จริง สมด้วยอ้างอิงค�าสอนในบวรพุทธศาสนาว่า ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ คนย่อมบริสุทธิ์ได้

